วันพุธ , 21 ตุลาคม 2020
Breaking News

ชมรมครูรากหญ้าแห่งประเทศไทย ยื่นข้อเสนอ “สชาติ” ดูแลครูตกประเมิน “คศ.3”

ชมรมครูรากหญ้าแห่งประเทศไทย จำนวน ๗ คน นำโดยนายร่วมมิตร์ ธรรมสิงห์สุข ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหนองกก อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ เข้าพบศาสตราจารย์ ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อยื่นคำแถลงการณ์และข้อเสนอแนะของครูรากหญ้าแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๕๕

นายร่วมมิตร์ ธรรมสิงห์สุข กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการเป็นกระทรวงที่ต้องรับผิดชอบการพัฒนาคน สร้างคนในชาติให้มีความรู้ความสามารถ มีศักยภาพสามารถแข่งขันกับนานาอารยประเทศได้ ที่สำคัญต้องต้องมีความรู้คู่คุณธรรม เป็นที่เข้าใจในวงการศึกษาว่าการพัฒนาคนนั้นต้องใช้เวลา ใช้กระบวนการและวิธีการที่ดี มีประสิทธิภาพจึงจะสามารถยกระดับความรู้และยกระดับจิตวิญญาณของผู้คนในชาติ ให้สูงขึ้นได้ตามเป้าหมาย แต่ปัญหาคือการดำเนินการนั้นต้องใช้เวลาและกระบวนการที่หลากหลาย และผลสรุปของการปฏิบัติดังกล่าวโดยส่วนใหญ่จะเป็นนามธรรม ไม่ใช่ ๑+๑=๒ ไม่ใช่ลงทุนไปหนึ่งล้านบาทแล้วจะได้สิ่งของกลับมาในราคาหนึ่งล้านบาท ในการดำเนินการทางการศึกษาจึงไม่อาจอ้างข้อมูลในเชิงตรรกะได้อย่างเต็มปาก เต็มคำมากนัก

ด้วยเหตุนี้ ศธ.จึงเป็นกระทรวงที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากนักวิชาการ คอลัมนิสต์ สื่อสารมวลชน และนักการเมืองมาตลอด เท่าที่ทราบรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการจึงถูกวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งใบปลิว บัตรสนเท่ห์ เป็นกระทรวงที่ใช้รัฐมนตรีเปลืองที่สุด ซึ่งปัญหาที่ตามมาก็คือความต่อเนื่องของนโยบาย แนวคิด วิสัยทัศน์ กระบวนการทำงานต่างๆ ต้องปรับเปลี่ยนตามรัฐมนตรีอยู่ตลอดเวลา กำลังจะตั้งหลักก็เปลี่ยนอีกแล้ว เฉพาะต้องเปลี่ยนป้ายตามนโยบายของรัฐมนตรีคนใหม่ โรงเรียนก็แทบจะไม่ต้องทำอะไรแล้ว ซึ่งปัญหาที่ตามมาก็คือคุณภาพทางการศึกษา ผลสัมฤทธิ์ตกต่ำ กำลังเริ่มเดินก็ต้องกลับมาเริ่มต้นใหม่ วนเวียนอยู่อย่างนี้ ดังนั้นการศึกษาของคนไทยจึงขาดทิศทางที่ชัดเจน ขาดยุทธศาสตร์ที่จะก้าวเดินอย่างมั่นใจได้

นายร่วมมิตร์ กล่าวด้วยว่า “จึงต้องการเห็นกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นกระทรวงที่พัฒนาคน สร้างคนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เป็นกระทรวงที่เป็นแม่แบบที่ดี สร้างบรรทัดฐานที่ถูกต้องให้กับสังคม ท่านรัฐมนตรีสุชาติ อาจจะไม่ดีเลิศประเสริฐศรี พูดจาไม่ไพเราะถูกหู แต่สิ่งนี้คือธรรมชาติของคนที่ เป็นตัวตนของคนคนหนึ่ง ซึ่งอาจไม่เหมือนใคร แต่เราเชื่อว่าท่านเป็นผู้ที่เหมาะสมที่สุดที่จะอยู่กระทรวงศึกษาธิการต่อไป เพราะท่านมีนโยบายที่สำคัญ และชัดเจน คือ การบริหารงานบุคคลที่สุจริต โปร่งใส โยกย้ายครูด้วยความเป็นธรรม สอบแข่งขันวัดความสามารถด้วยตนเอง ไร้เส้นสาย ไม่ฝากฝัง ไม่โกงเงินประชาชน ไม่โกงเงินนักเรียน และมีความยุติธรรม”

ทั้งนี้ ได้มีข้อเสนอแนะให้ รมว.ศธ.พิจารณาใน ๔ ประเด็นดังนี้

๑. ควรลดการประชุมอบรมสัมมนาลง เนื่องจากครูต้องทิ้งห้องเรียนมากเกินไป

๒. ควรยุบรวมโรงเรียนขนาดเล็กอย่างจริงจัง เห็นเป็นรูปธรรม

๓. ควรรีบดูแลและเยียวยาครูในกลุ่ม คศ.๓ ที่ขอเลื่อนหรือขอมีวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ ที่ไม่ผ่านผลงานด้านที่ ๓ ซึ่งมีจำนวนประมาณ ๘,๐๐๐ คนอย่างเร่งด่วน ครูขาดขวัญกำลังใจมาก

๔. ขอสนับสนุนรัฐบาลดำเนินนโยบายโครงการรับจำนำข้าวต่อไป แต่ควรปรับปรุงระบบการจัดการให้รัดกุมยิ่งขึ้น

 

แถลงการณ์ ครูรากหญ้าแห่งประเทศไทย

เรื่อง ขอสนับสนุนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ศ.ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช

กระทรวง ศึกษาธิการ นับว่าเป็นกระทรวงที่สำคัญกระทรวงหนึ่งในระบบบริหารราชการของไทย เป็นกระทรวงที่ต้องรับผิดชอบการพัฒนาคน สร้างคนในชาติให้มีความรู้ความสามารถ มีศักยภาพสามารถแข่งขันกับนานาอารยะประเทศได้ ที่สำคัญต้องต้องมีความรู้คู่คุณธรรม

เป็น ที่เข้าใจในวงการศึกษาว่าการพัฒนาคนนั้นต้องใช้เวลา ใช้กระบวนการและวิธีการที่ดี มีประสิทธิภาพจึงจะสามารถยกระดับความรู้และยกระดับจิตวิญญาณของผู้คนในชาติ ให้สูงขึ้นได้ตามเป้าหมายที่ทุกฝ่ายต่างวาดหวังไว้

ปัญหา ก็คือว่าการดำเนินการนั้นต้องใช้เวลา ต้องใช้กระบวนการที่หลากหลาย และผลสรุปของการปฏิบัติดังกล่าวโดยส่วนใหญ่จะเป็นนามธรรม ไม่ใช่ ๑+๑=๒ ไม่ใช่ลงทุนไปหนึ่งล้านบาทแล้วจะได้สิ่งของกลับมาในราคาหนึ่งล้านบาท ในการดำเนินการทางการศึกษาจึงไม่อาจอ้างข้อมูลในเชิงตรรกะได้อย่างเต็มปาก เต็มคำมากนัก ด้วยเหตุนี้กระมังที่ทำให้กระทรวงศึกษาธิการ จึงเป็นกระทรวงที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากนักวิชาการ คอลัมนิสต์ สื่อสารมวลชน และนักการเมืองมาตลอด เท่าที่ทราบรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการคนแล้วคนเล่าที่ได้เข้ามา เป็นเจ้ากระทรวงนี้ ต่างก็มักถูกวิพากษ์ วิจารณ์ ทั้งใบปลิว บัตรสนเท่ห์สารพัด กระทรวงนี้จึงเป็นกระทรวงที่ใช้รัฐมนตรีเปลืองที่สุด ปัญหาที่ตามมาก็คือความต่อเนื่องของนโยบาย แนวคิด วิสัยทัศน์ กระบวนการทำงานต่างๆ ต้อง ปรับเปลี่ยนตามรัฐมนตรีอยู่ตลอดเวลา กำลังจะตั้งหลักก็เปลี่ยนอีกแล้ว เฉพาะต้องเปลี่ยนป้ายตามนโยบายของรัฐมนตรีคนใหม่ โรงเรียนก็แทบจะไม่ต้องทำอะไรแล้ว ซึ่งปัญหา ที่ตามมาก็คือคุณภาพทางการศึกษา ผลสัมฤทธิ์ตกต่ำ กำลังเริ่มเดินก็ต้องกลับมาเริ่มต้นใหม่ วนเวียนอยู่อย่างนี้ ดังนั้นการศึกษาของคนไทยจึงขาดทิศทางที่ชัดเจน ขาดยุทธศาสตร์ที่จะก้าวเดินอย่างมั่นใจได้

ท่าน รัฐมนตรีสุชาติ ธาดาธำรงเวช ก็เช่นกัน แม้คำนำหน้าชื่อของท่านจะนำหน้าด้วยคำว่าศาสตราจารย์ เป็นนักเศรษฐศาสตร์ระดับมือโปรของประเทศไทย ก็ไม่มีข้อยกเว้นถูกโจมตีจากหลายๆ ฝ่ายเช่นเดียวกัน

เป็น ที่ทราบกันดีว่าท่านรัฐมนตรีท่านนี้เป็นคนตรงไปตรงมา พูดจามะนาวไม่มีน้ำ เมื่อ สส.ขอเข้าพบ และขออะไรต่อมิอะไรที่มิชอบมิควร ท่านก็ปฏิเสธ และในบางครั้งก็ไม่ยอมให้เข้าพบ เมื่อสื่อมวลชนวิพากษ์วิจารณ์ท่านก็มักตอบอย่างแรงๆ จึงไม่สบอารมณ์ของสื่อมวลชนมากนัก

แต่ พี่น้องที่เคารพครับ พวกเราเป็นครูรากหญ้าไม่มีเส้น ต้องการเห็นกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นกระทรวงที่พัฒนาคน สร้างคนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เป็นกระทรวงที่เป็นแม่แบบที่ดี สร้างบรรทัดฐานที่ถูกต้องให้กับสังคม ท่านรัฐมนตรีสุชาติ อาจจะไม่ดีเลิศประเสริฐศรี พูดจาไม่ไพเราะถูกหู แต่สิ่งนี้คือธรรมชาติของคนที่ เป็นตัวตนของคนคนหนึ่ง ซึ่งอาจไม่เหมือนใคร แต่เราเชื่อว่าท่านเป็นผู้ที่เหมาะสมที่สุดที่จะอยู่กระทรวงศึกษาธิการต่อไป เพราะท่านมีนโยบายที่สำคัญ และชัดเจน คือ การบริหารงานบุคคลที่สุจริต โปร่งใส โยกย้ายครูด้วยความเป็นธรรม สอบแข่งขันวัดความสามารถด้วยตนเอง ไร้เส้นสาย ไม่ฝากฝัง ไม่โกงเงินประชาชน ไม่โกงเงินนักเรียน และมีความยุติธรรม ซึ่งแค่นโยบายนี้ก็ถือว่าท่านสอบผ่านแล้ว ที่สำคัญท่านไม่ได้ประกาศนโยบายที่ดูสวยหรูเท่านั้น แต่ท่านคือผู้ลงมือทำอย่างจริงจัง ซึ่งอาจยังไม่ส่งผล 100% ในตอนนี้ แต่จะได้กี่เปอร์เซ็นต์ก็ถือว่า “ดีกว่า ดีแต่พูด

เรา ชาวครูรากหญ้าผู้ปฏิบัติราชการในพื้นที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต จึงหวังจะเห็นแนวทาง การย้าย การเลื่อนขั้นเงินเดือน การเลื่อนและพิจารณาตำแหน่งที่อิงอยู่กับระบบคุณธรรม ส่งเสริมคนดีมีความรู้ มีความสามารถ ซึ่งที่ผ่านมาเราเห็นความตั้งใจและความพยายามของท่านทำให้เกิดสิ่งเหล่านี้ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อเราชาวครูรากหญ้า ครูไม่มีเส้นจะได้มีโอกาสที่ทัดเทียมกับคนอื่นบ้าง

ขอวิงวอน สส.ฝ่ายรัฐบาล สื่อสารมวลชน ขอให้มุ่งมั่นสนับสนุนและส่งเสริมให้รัฐบาล และรัฐมนตรีได้ทำในสิ่งที่ถูกต้อง ขออย่าได้มุ่งที่ผลประโยชน์หมู่คณะ และความถูกใจของ คนเพียงบางกลุ่ม การวิพากษ์วิจารณ์ขอให้เป็นไปอย่างสร้างสรรค์ ในขณะเดียวกันเราขอสนับสนุนสื่อมวลชนให้ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา และขอขอบคุณที่ให้ความสนใจต่อความเคลื่อนไหวของกระทรวงศึกษาธิการอย่างต่อ เนื่อง และหวังว่าท่านคือผู้ที่จะช่วยเราตรวจสอบการบริหารงานกระทรวงศึกษาธิการต่อ ไปอย่างสร้างสรรค์ และขอขอบคุณไว้ ณ โอกาสนี้

ท้าย ที่สุดนี้ เราชาวครูรากหญ้าขอสนับสนุน ท่านรัฐมนตรีสุชาติ ธาดาธำรงเวช ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการอีกต่อไปเพื่อสารต่อนโยบาย 31 ประการ ให้เป็นรูปธรรมชัดเจน สร้างกระทรวงศึกษาธิการไทย ให้ใสสะอาด สร้างความโปร่งใส ให้ปราศจากการทุจริตคอรัปชั่นที่ฝังรากลึกอยู่กระทรวงศึกษาธิการ และสังคมไทยมาอย่างยาวนานให้หมดสิ้นจากแผ่นดินไทย เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับข้าราชการ เยาวชน และประเทศชาติสืบต่อไป

ข้อเสนอแนะ

1. ควรลดการประชุมอบรมสัมมนาลง เนื่องจากครูต้องทิ้งห้องเรียนมากเกินไป
2. ควรยุบรวมโรงเรียนขนาดเล็กอย่างจริงจัง และเห็นเป็นรูปธรรมสักที
3. ควรรีบดูแลและเยียวยาครูในกลุ่ม คศ.2 ที่ขอเลื่อนหรือขอมีวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ ที่ไม่ผ่านผลงานด้านที่ 3 ซึ่งมีจำนวนประมาณ 8,000 คน อย่างเร่งด่วน ครูขาดขวัญกำลังใจมาก
4. ขอสนับสนุนรัฐบาลดำเนินนโยบายโครงการรับจำนำข้าวต่อไป แต่ควรปรับปรุงระบบการจัดการให้รัดกุมยิ่งขึ้น

ขอขอบคุณ
ชมรมครูรากหญ้าแห่งประเทศไทย

รมว.ศธ. กล่าว แสดงความขอบคุณต่อข้อเสนอแนะต่างๆ โดยเฉพาะประเด็นการมีและเลื่อนวิทยฐานะของครูผู้สอนนั้น เป็นเรื่องที่ ศธ.กำลังดำเนินการในเวลานี้ เพื่อต้องการให้ครูเลื่อนวิทยฐานะโดยลดการจัดทำเอกสารด้วยงานวิจัยจำนวนมากๆ ลงไป และเพื่อไม่ต้องการให้ครูทิ้งห้องเรียน โดยการประเมินแบบใหม่จะประกอบด้วยองค์ประกอบ ๒ ส่วนที่สำคัญ คือ ๑) ประเมินสมรรถนะครู ทั้งสมรรถนะด้านการสอน และสมรรถนะทางวิชาการ ๒) ประเมินผลที่เกิดขึ้นกับผู้เรียน หรือผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน โดยเฉพาะผลการสอบในห้องเรียน รวมทั้ง O-Net หรือ National Test ของนักเรียน จะเป็นตัวชี้วัดผล งานจากการสอนของครู ซึ่งจะช่วยให้ครูกลับคืนสู่ห้องเรียน ผลงานได้รับการพิจารณาอย่างเป็นธรรม และยังทำให้มีกำลังใจในการสอนมากยิ่งขึ้น การดำเนินการเช่นนี้จะก่อให้เกิดข้อดีในส่วนของนักเรียนด้วย คือ ทำให้มีความกระตือรือร้นในการเรียนและการสอบต่างๆ มากขึ้น ทำให้เรียนในหลักสูตรเดียวกันทั่วประเทศ ส่วนครูก็ต้องสอนตามหลักสูตรของประเทศ และทำให้มีความตั้งใจในการสอนมากขึ้น

สำหรับข้อเสนอการดูแลและเยียวยาครูในกลุ่ม คศ.๒ ที่ขอเลื่อนหรือขอมีวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ ที่ไม่ผ่านผลงานด้านที่ ๓ จำนวนประมาณ ๘,๐๐๐ คน โดยชมรมฯ ต้องการให้ครูกลุ่มนี้ได้รับการเยียวยาด้วยการให้ไปอบรม ๕ วัน และนำผลงานวิชาการไปปรับปรุงแก้ไขร่วมกับกรรมการอ่านผลงาน ในลักษณะเดียวกับการเรียนในระดับปริญญาโทจนกว่าจะผ่านเกณฑ์ตามที่กรรมการ กำหนด ซึ่งในประเด็นนี้ก็จะรับไว้พิจารณา และจะนำไปหารือในที่ประชุม ก.ค.ศ.ครั้งต่อไป

ที่มาhttp://www.moe.go.th/websm/2012/oct/265.html

Comments are closed.