วันพุธ , 19 มิถุนายน 2019
Breaking News

หวั่นโรงเรียนนิติบุคคลเลือก น.ร.- ค่าเทอมแพง

ผู้ปกครอง-นักเรียน-สมาคมผู้ปกครองฯห่วง’ค่าเล่าเรียนแพง-กีดกันคนจน’ หากดันร.ร.เป็นนิติบุคคล นักวิชาการชี้มีทั้งดี-เสีย

นายสมพงษ์  จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์กรณีที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) คัดเลือกโรงเรียนเข้าร่วมโครงการโรงเรียนนิติบุคคล จำนวน 58 แห่ง เพื่อความอิสระคล่องตัวในการบริหารจัดการ คาดว่าจะเปลี่ยนสถานะเป็นนิติบุคคลได้ทันในปีการศึกษา 2556 ว่า การให้โรงเรียนรัฐเป็นนิติบุคคล มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือการที่โรงเรียนหลุดจากระบบราชการ มีอิสระและเสรีภาพจัดการศึกษาอย่างเต็มที่ และทำให้การบริหารงบประมาณมีความคล่องตัวมากเพราะให้อำนาจผู้อำนวยการ โรงเรียนทำสัญญา จัดซื้อจัดจ้าง หาแหล่งทุน เป็นต้น รวมทั้งจะทำให้คณะกรรมการสถานศึกษา ทำหน้าที่ได้ชัดเจนขึ้นกว่าเดิม ส่วนข้อเสียที่ต้องระมัดระวัง คือ จะทำให้โรงเรียนใช้ฐานะสังคม รายได้ และอาชีพของผู้ปกครองในการคัดเลือกเข้าโรงเรียนได้ซึ่งจะทำให้เด็กที่ฐานะ ทางสังคมไม่ดี ผลการเรียนไม่สูงมาก จะไม่มีโอกาสเข้าโรงเรียนเหล่านี้ ตลอดจนทำให้โรงเรียนนิติบุคคลกลายเป็นโรงเรียนชั้นนำในสังคม

“ช่วงแรกๆ ที่โรงเรียนเป็นนิติบุคคล ก็จะบอกว่าการรับนักเรียนจะไม่แยกกลุ่ม แต่ต่อไปพออำนาจการตัดสินใจอยู่ที่คณะกรรมการสถานศึกษาและผู้บริหารสถาน ศึกษาจะทำให้เห็นช่องว่างทางสังคมมากขึ้น ส่วนอีกเรื่องที่น่าห่วง คือ จะทำให้โรงเรียนขนาดเล็กเพิ่มจำนวนมากขึ้นเพราะผู้ปกครองจะส่งบุตรหลานไป โรงเรียนนิติบุคคลที่มีคุณภาพดีกว่า นอกจากนี้เชื่อว่าจะทำให้การสนับสนุนโรงเรียนขนาดเล็กลดน้อยลง เพราะคนจะไปสนับสนุนโรงเรียนนิติบุคคลมาก เช่นเดียวกับโรงเรียนทั่วไปจะสวนทางกันในเรื่องคุณภาพ โดยคุณภาพอาจจะลดลง ดังนั้น เมื่อมีการผลักดันเรื่องนิติบุคคลควรจัดสรรงบประมาณให้เป็นธรรมด้วย” นายสมพงษ์กล่าว

นายภาวิช ทองโรจน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า การเป็นโรงเรียนนิติบุคคล เป็นหลักการกระจายอำนาจเดิมที่กำหนดไว้ ซึ่งในการประชุมผู้บริหาร ศธ.ที่ผ่านมา ได้พูดถึงประเด็นนี้ว่าแม้จะกระจายอำนาจ ให้ความเป็นอิสระกับโรงเรียน แต่ ศธ.ยังควรต้องมีหลักเกณฑ์กลางเพื่อกำหนดว่าโรงเรียนจะมีอิสระในเรื่องใดบ้าง ซึ่งเรื่องนี้ยังไม่มีความชัดเจน และแม้จะให้ความเป็นอิสระกับ โรงเรียน แต่ยังมีคณะกรรมการสถานศึกษา ดังนั้นจึงไม่ได้หมายความว่าโรงเรียนจะดำเนินการได้ตามอำเภอใจทุกอย่าง ฉะนั้นข้อกังวลต่างๆ เช่นการเก็บค่าเล่าเรียนที่สูงขึ้นจึงไม่น่าห่วง

นางอรุณ บ่างตระกูลนนท์ นายกสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนสตรีวิทยา 2 กล่าว ว่าเห็นด้วยที่จะให้โรงเรียนเป็นนิติบุคคล เพราะจะทำให้การบริหารมีความคล่องตัวเยอะมาก ที่ผ่านมาการบริหารงานต่างๆ ต้องผ่านขั้นตอนของ ศธ. ทำให้ช้า เช่น โรงเรียนขาดแคลนครูหากมีเงินก็สามารถจ้างได้เลย หรือกรณีครูที่เป็นลูกจ้างชั่วคราว เดิมจะไม่สามารถปรับเพิ่มเงินเดือนให้ได้ แม้จะสอนดีแค่ไหนก็ตามเพราะได้รับงบประมาณจ้างสอนมาจาก ศธ.แต่ต่อไปหากโรงเรียนมีเงิน ก็สามารถปรับเพิ่มเงินเดือนให้ครูเหล่านี้ได้ เป็นต้น

“ทั้งนี้แม้การเป็นโรงเรียนนิติบุคคลจะเป็นผลดี แต่ก็มีความน่าเป็นห่วงว่าจะทำให้คนที่มีฐานะยากจนเข้ามาเรียนในโรงเรียน นิติบุคคลได้หรือไม่ เพราะอาจจะมีการเก็บค่าใช้จ่ายที่แพงขึ้นเมื่อเข้าสู่ระบบดังกล่าว ดังนั้น แม้จะเป็นนิติบุคคลแต่รัฐยังต้องอุดหนุนงบประมาณเช่นเดิม เพื่อไม่ให้โรงเรียนต้องมีภาระค่าใช้จ่ายที่สูง นอกจากนี้ควรตั้งกรรมการบริหารที่โปร่งใสเข้ามาบริหารหรือกำกับดูแลโรงเรียน ไม่ไห้เล่นพรรคเล่นพวก โดยกรรมการเหล่านี้ควรมาจากตัวแทนสมาคมผู้ปกครอง ตัวแทนศิษย์เก่า” นางอรุณกล่าว

ด้านนางอาภากรณ์ สำอางค์ญาติ ผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนดังแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ กล่าวว่า การให้โรงเรียนเป็นนิติบุคคล มีทั้งข้อดีและข้อเสีย อาทิ ข้อดี คณะกรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลโรงเรียน คณะกรรมการสถานศึกษามีสิทธิในการพิจารณาแต่งตั้งผู้อำนวยการโรงเรียน การรับครูเข้ามาสอน แต่ถ้ามองอีกมุม อาจจะมีช่องว่างให้คณะกรรมการสถานศึกษาเล่นพรรคเล่นพวกกันได้ โดยดึงพรรคพวกตนเองมาเป็นกรรมการสถานศึกษา แต่

หากเป็นระบบการคัดเลือกที่ให้เขตพื้นที่การศึกษาดำเนินการ จะมีหลักเกณฑ์ที่น่าเชื่อถือมากกว่า อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ควรต้องเข้ามาควบคุมมาตรฐานเรื่องค่าใช้จ่ายที่จะเรียกเก็บจากนักเรียนและ ผู้ปกครอง เพราะหากต้องมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นอาจเป็นปัญหาได้ และค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บจะต้องสอดคล้องกับคุณภาพการศึกษาด้วย ไม่ใช่ว่าจ่ายแพง แต่คุณภาพไม่ดี

น.ส.จิราวรรณ เจนการ นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนบรบือวิทยาคาร จ. มหาสารคาม กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยที่จะให้โรงเรียนเป็นนิติบุคคลเพราะหากโรงเรียนมีอิสระในการ บริหารจัดการมากเกินไป ก็จะส่งผลเสียต่อนักเรียนในเรื่องค่าเทอมที่อาจจะเพิ่มขึ้น ซึ่งตนคิดว่าการพัฒนาโรงเรียนสามารถดำเนินได้ในหลายช่องทาง โดยไม่จำเป็นต้องเป็นนิติบุคคล และอยากให้ ศธ.ช่วยเพิ่มงบประมาณในการจัดสื่อการเรียนการสอนที่เหมาะสมให้กับนักเรียน เพิ่มเติมจะดีกว่า

ดร.บุญรักษ์ ยอดเพชร ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 1 (ผอ.สพป.พิษณุโลก 1) เปิดเผยว่า สำหรับแนวทางการหารายได้ของโรงเรียนนำร่องบริหารแบบนิติบุคคลของโรงเรียน อนุบาลพิษณุโลกนั้น ยังไม่มีโอกาสรับทราบนโยบาย จึงไม่ทราบว่าระบบให้อำนาจผู้บริหารโรงเรียนแบบนิติบุคคลแค่ไหน เพราะขณะนี้ยังไม่เริ่มการบริหารแบบนิติบุคคล คาดว่าจะเริ่มในปีการศึกษา 2556 ส่วนกรณีที่ข้อกังวลเรื่องการหาประโยชน์จากผู้ปกครองนักเรียน หรือการเรียกรับเงินแป๊ะเจี๊ยะ ในการรับนักเรียนนั้น หากเป็นการหาประโยชน์เข้ากระเป๋าเป็นการส่วนตัวคงทำไม่ได้ แต่กระทรวงศึกษาธิการมีระเบียบเปิดช่องให้รับบริจาคนำเงินเข้ามาใช้พัฒนา โรงเรียนได้โดยมีคณะกรรมการโรงเรียน คณะกรรมการ สพป. คณะกรรมการ สพฐ.เข้ามาดูแล มีมติเห็นชอบก็สามารถทำได้ ส่วนระบบการบริหารแบบนิติบุคคล คงต้องดูรายละเอียดอีกครั้งว่า เอื้อการเรียกรับเงินบริจาคจากผู้ปกครองนักเรียนมากน้อยเพียงใด แต่ตอนนี้ยังไม่มีกฎหมายระเบียบในเรื่องนี้

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

Comments are closed.