วันอาทิตย์ , 20 ตุลาคม 2019
Breaking News

อธิบดีดีเอสไอชี้ “ชินวรณ์” อดีตรมว.ศึกษาฯ พัวพันส่อทุจริต

เมื่อเวลา 10.00น. วันที่ 12 พ.ย. ผู้สื่อข่าว “ข่าวสด” รายงานว่า ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ แถลงผลสรุปการสอบสวนคดีทุจริตโครงการจัดซื้อครุภัณฑ์อาชีวศึกษา (SP 2 ) ภายใต้โครงการแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยเข้มแข็ง ในวงเงินงบประมาณ 5,300 ล้านบาท ว่า ผลการสอบสวนคดีดังกล่าวพบว่ามีบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตครั้งนี้ จำนวน 4 ราย ประกอบด้วย นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, น.ส.นริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายเจี่ยง วงศ์สวัสดิ์สุริยะ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนการอาชีวศึกษา และนายบำรุง อร่ามเรือง ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือโดยทุจริต ทำให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)กระทรวงศึกษาธิการ ได้รับความเสียหาย

นายธาริต กล่าวต่อว่า จากการตรวจสอบพบว่ามี 5 ประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการกระทำทุจริต คือ การแต่งตั้งบุคคลใกล้ชิดหรือพวกพ้องของรัฐมนตรีเป็นคณะกรรมการชุดต่าง ๆ ในการจัดหาครุภัณฑ์ ให้เป็นไปตามความต้องการของตนเอง โดยเฉพาะนายบำรุง อร่ามศรี การจัดซื้อครุภัณฑ์ ที่มีราคาแพงเกินความจริง เช่น ครุภัณฑ์ห้องปฏิบัติการไฟฟ้าพื้นฐาน ราคาประมาณเพียงชุดละ 1 ล้านบาท แต่ตั้งราคาสูงถึง 3 ล้านบาท และจัดซื้อ 19 ชุด เป็นเงินกว่า 57 ล้านบาท ผู้ขายมีกำไรกว่า 38 ล้านบาท ซึ่งครุภัณฑ์ที่จัดสรรให้วิทยาลัยไม่มีคุณภาพ และไม่เกิดประโยชน์ต่อการเรียนการสอน การจัดซื้อก็ไม่ได้สำรวจความต้องการครุ ภัณฑ์ของสถานศึกษาที่มีความจำเป็นต้องใช้ในการเรียนการสอน แต่กลับจัดครุภัณฑ์ให้กับสถานศึกษาโดยที่สถานศึกษาไม่มีส่วนร่วมในการกำหน ดสเป็ก และไม่ตรงกับวิชาการเรียนการสอน อีกทั้งยังไม่มีการเรียนการสอนเกี่ยวกับครุภัณฑ์นั้น และในส่วนของผู้ประกอบการหรือผู้ขายสินค้าครุภัณฑ์ให้กับ สอศ. อยู่ที่ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ของรัฐบางคนเป็นผู้กำหนดเท่านั้น อันเป็นการกระทำที่เอื้อประโยชน์แก่คู่สัญญารายใดรายหนึ่ง โดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม

อธิบดีดีเอสไอ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังพบอีกว่าการตรวจรับครุภัณฑ์ ไม่ตรงตามสเป็กหรือสัญญาซื้อขาย เช่น จุดเชื่อมวงจรไฟฟ้า ตามสเป็กหรือสัญญากำหนดไว้เป็นทองคำแท้ เพื่อให้ครุภัณฑ์มีราคาสูงแต่จากการตรวจสอบพบว่าเป็นทองชุบเท่านั้น เหตุเกิดที่วิทยาลัยการอาชีพบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี และที่วิทยาลัยเทคนิคปราจีนบุรีเป็นต้น อย่างไรก็ตามข้อเท็จจริงจากการสอบสวน ปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหาดังกล่าวข้างต้น เป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายมีอำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาผลประโยชน์ของประเทศ ชาติให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ที่เกี่ยวข้อง แต่จงใจฝ่าฝืนกฎหมายตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ และ กระทำผิดทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 รวมทั้งผิดระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุ และไม่ยึดหลักธรรมาภิบาลในการจัดซื้อจัดจ้าง ดีเอสไอจึงต้องส่งสำนวนคดีนี้ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อไต่สวนและวินิจฉัยตามต่อไป

“ดีเอสไอส่งสำนวนให้ป.ป.ช. แล้ว แต่ตามพ.ร.บ. การสอบสวนคดีพิเศษฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ได้กำหนดให้ดีเอสไอยังสามารถสอบสวนต่อไปอีกได้ จนกว่า ป.ป.ช. จะมีมติอย่างอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนั้นจึงต้องสอบขยายผลไปยังบุคคลอื่นๆที่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่เบื้องต้นพบว่า 4 คนที่ปรากฏรายชื่อถือเป็นหัวขบวนสำคัญ จึงต้องเชิญตัวให้ปากคำในฐานะผู้ถูกกล่าวหาในวันที่ 15 พ.ย.นี้ โดยดีเอสไอทำหนังสือแจ้งเจ้าตัวให้รับทราบแล้ว แต่ยังไม่ได้รับคำตอบว่าจะมาหรือไม่” นายธาริต กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่าผลการสอบจะโยงถึงน.ส.ศศิธารา พิชาญรณรงค์ อดีตเลขาสอศ.หรือไม่ นายธาริต กล่าวว่า เบื้องต้น น.ส.ศศิธาราจะกันไว้เป็นพยาน เนื่องจากก่อนหน้านี้ได้ทำหนังสือร้องขอความเป็นธรรมพร้อมให้ข้อมูลที่เป็น ประโยชน์ต่อการสืบสวน แต่ดีเอสไอไม่ได้ตัดประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดของน.ส.ศศิ ธารา อย่างไรก็ตามหากพบว่าอดีตเลขาสอศ.มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดก็จะส่งข้อมูล ให้ป.ป.ช.ต่อไปเช่นกัน

 

ที่มา ข่าวสดออนไลน์

Comments are closed.