วันอังคาร , 30 พฤษภาคม 2017
Breaking News

เด็กไทยรอบปี 55 น่าห่วง ขาดทักษะชีวิต ติดเหล้าบุหรี่ไม่ลดลง

เผย สภาวการณ์เด็กไทยปี 55 ยังน่าห่วง ขาดทักษะชีวิต ติดน้ำอัดลมเพิ่ม ไม่ทานข้าวเช้า อารมณ์เสียง่าย  1 ใน 5 ยอมรับมีเซ็กซ์ก่อนแต่งงาน ร้อยละ 30 รู้เรื่องอุปกรณ์คุมกำเนิดและกามโรค เด็กติดเหล้า บุหรี่ การพนัน ไม่ลดจำนวนลง ชี้การไม่อยู่กับพ่อแม่และเรียนไม่ดีเป็นผลตรงต่อพฤติกรรมเสี่ยง

นายอมรวิชช์  นาครทรรพ ที่ปรึกษาสถาบันรามจิตติ ในโครงการพัฒนาเครือข่ายการจัดการเชิงพื้นที่เพื่อการวิเคราะห์สภาวการณ์และ ขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพชีวิตเยาวชน (ไชล์ดวอทช์) โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดเผยถึงผลการวิจัยติดตามสภาวการณ์เด็กและเยาวชนในรอบปี 2555 ในด้านความแข็งแรง การบริโภคและสุขภาพจิต พบว่ามีเด็กอ้วนหรือน้ำหนักเกินเกณฑ์ร้อยละ 6.98 ลดลงเล็กน้อยจากร้อยละ 7.13 ในปี 2554 เช่นเดียวกันจำนวนเด็กผอมหรือน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ก็ลดลงเล็กน้อยจากร้อยละ 2.12 ในปี 2554 มาเป็นร้อยละ 2.01 ในปี 2555 แต่มีจำนวนเด็กที่ติดน้ำอัดลมเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 36 จากร้อยละ 32 ในปี 2554 และมีเด็กเพียงร้อยละ 49 ที่รับประทานข้าวเช้าเป็นประจำ  ส่วนด้านสุขภาพจิต เด็กที่เคยเครียดจนมีอาการทางกาย เช่น อาเจียนถึงร้อยละ 40 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 34 ในปี 2554 เด็กร้อยละ 24 ระบุว่าตนอารมณ์เสียหงุดหงิดง่าย และมีเพียงร้อยละ 35 ที่ระบุว่าตนสามารถคุมอารมณ์เวลาโกรธหรือผิดหวังได้ดี
ในการสำรวจยังพบข้อน่าเป็นห่วงเกี่ยวกับ นิสัยการบริโภคของเด็ก เช่น มีเด็กเพียงร้อยละ 19 ที่อ่านฉลากส่วนประกอบอาหารหรือเครื่องดื่มที่ซื้อ มีเด็กร้อยละ 13 ที่ระบุว่าตนมักป่วยหรือไม่สบายเป็นประจำ และมีเด็กเพียงร้อยละ 36 หรือประมาณ 1 ใน 3 เท่านั้นที่ใส่หมวกกันน็อกเป็นประจำเวลาขับขี่รถจักรยานยนต์ โดยเด็กที่อยู่กับพ่อแม่มีแนวโน้มความเจ็บป่วยน้อยกว่า และได้ทานอาหารเช้าเป็นประจำมากกว่า ในขณะที่เด็กที่ผลการเรียนอยู่ในระดับ 2.5 ขึ้นไปมีนิสัยการบริโภค การอ่านฉลากอาหารมากกว่าเด็กที่ผลการเรียนต่ำกว่า 2.5 ขณะที่เด็กที่ไม่อยู่กับพ่อแม่มีแนวโน้มอาการเครียดสูงกว่าเด็กที่อยู่กับ พ่อแม่
ด้านสภาวการณ์ความเสี่ยงด้านค่านิยมทางเพศ ความเสี่ยงด้านอบายมุขและความรุนแรงพบว่าเด็กโดยเฉลี่ยร้อยละ 20 ยอมรับการมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน ในขณะเดียวกันมีเด็กเพียงร้อยละ 30 ที่ระบุว่าตนมีความรู้เรื่องอุปกรณ์คุมกำเนิดและการติดต่อของกามโรคเป็น อย่างดี และมีเด็กถึงร้อยละ 45 ที่ยอมรับการที่วัยรุ่นยุคนี้พกถุงยางอนามัยติดตัว ขณะที่เด็กเพียงร้อยละ 39 พอใจกับการสอนเพศศึกษาในปัจจุบัน และมีเด็กเพียงร้อยละ 15 และ 22 ตามลำดับที่ปรึกษาปัญหาเรื่องเพศกับครูและผู้ปกครองได้
ส่วนด้านอบายมุขและความรุนแรงพบว่ายังใกล้ เคียงกับปีที่แล้ว เด็กร้อยละ 10 สูบบุหรี่เป็นประจำและร้อยละ 12 ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ร้อยละ 7 เล่นพนันฟุตบอลเป็นประจำและร้อยละ 9 พบเห็นการเสพยาเสพติดร้ายแรงในสถานศึกษาเป็นประจำ เด็กร้อยละ14 เคยพบเห็นการพกพาอาวุธและการทำร้ายร่างกายในสถานศึกษา ร้อยละ 10 เคยถูกกรรโชกรีดไถในสถานศึกษา และมีเด็กถึงร้อยละ 20 ที่มีกลุ่มเพื่อนสนิทที่ชอบใช้ความรุนแรง ร้อยละ 7 อยู่ในครอบครัวที่มีการกระทำรุนแรงกับเด็ก และร้อยละ 9 อยู่ในโรงเรียนที่มีการกระทำรุนแรงต่อนักเรียน ทั้งนี้ เด็กที่ไม่อยู่กับพ่อแม่และระดับความสำเร็จทางการเรียนต่ำมีอัตราความเสี่ยง สูงกว่า
“เด็กกว่า 1 ใน 3 ที่ยังขาดทักษะชีวิตทั้งจากครอบครัว โรงเรียนและชุมชน อยากเห็นทุกฝ่ายเข้าร่วมกันผลักดันการสอนทักษะชีวิตเพื่อสร้างภูมิคุ้ม กันให้เด็กตั้งแต่เล็กอย่างจริงจัง โดยเฉพาะโรงเรียน ที่ต้องหันมาทบทวนบทบาทความสำคัญของตนในการขับเคลื่อน เรื่องทักษะชีวิตเด็กร่วมกับครอบครัวและชุมชน และควรดูแลเด็กด้อยโอกาส เด็กเรียนอ่อนเรียนช้าอย่างจริงจังเป็นระบบ เน้นการสร้าง “แรงบันดาลใจ” ให้กับเด็กในการเรียนไม่ปล่อยให้มีเด็กศักดิ์ศรีบกพร่อง ถอดใจและพาตัวเข้าสู่พฤติกรรมเสี่ยงต่าง ๆ ขณะที่มีกว่า 7 ล้านครอบครัวที่เด็กไม่ได้อยู่พร้อมหน้ากับพ่อและแม่” ดร.อมรวิชช์กล่าว.-สำนักข่าวไทย

Comments are closed.